วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ฉบับย่อ "22 เคล็ด(ไม่)ลับ เก็บเงินได้มากขึ้น" โดย korkiat to fly เพราะเห็นว่ามันยาวเกิน

  

บทความ..22 เคล็ด(ไม่)ลับ เก็บเงินได้มากขึ้น

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ 
http://women.sanook.com/gallery/gallery/800008/119424/

    ในภาวะเงินจะฝืด การออมก็ยิ่งยาก เฉพาะกับลูกจ้างกินเงินเดือ ให้ผ่านแต่ละเดือนก็ยากแล้ว ยังมีภาระหนี้อีก แต่หากจะออมเสีย แม้เงินจะฝืดก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้
    ต่อไปนี้เป็นแนวคิดและวิถีการออมโลกตะวันตก ลองอ่านดูจะเห็นว่าหลายๆ วิธีก็ใช้ได้กับโลกตะวันออกเหมือนกัน
    “มัทยา ดีจริงจริง เจ้าของหนังสือขายดีออมน้อยก็รวยได้จากหนังสือ Saving On A Shoestring ของ Barbara O’Neill, CFP สำนัก พิมพ์ซีเอ็ดยูเคชั่น
บอกเคล็ดลับของการเริ่มออมว่า การเก็บเงินเหมือการลดความอ้วน มันยากตอนเริ่มและยากขึ้นไปอีกเมื่อต้องทำให้ต่อเนื่อง ต้องอดทนและมีวินัยมาก แต่หากคุณทำได้ ผลที่ได้รับนั้นแสนคุ้มค่า สำคัญที่สุดคือทัศนคติ ขอแค่คุณอยากมีเงิน
การเริ่มต้นที่ดีคือการ เลือกวิธีออมสักวิธี (หรือหลายวิธี) ที่ดีที่สุดสำหรับตัวคุณเอง ลองพิจารณาดู 22 เคล็ดลับของนักออมที่เขาออมกันได้ผลมาแล้ว 22 เคล็ดลับของนักออมทั่วโลก
 1.จ่ายให้ตัวเองก่อนอันดับแรก แบ่งส่วนหนึ่งของเงินเดือนที่ได้ นำไปฝากเข้าบัญชีธนาคารทุกๆ เดือน โดยอย่าไปยุ่งกับบัญชีนั้นเด็ดขาด ถ้าจำเป็นต้องใช้เงิน ให้ถือว่ากำลังกู้เงิน ต้องคืนทั้งต้นทั้งดอก
2.เก็บเหรียญทั้งหลายลงกระปุก เปิดอีกบัญชีสำหรับเงินหยอดกระปุก อย่าดูถูกการสะสมเงินเล็กเงินน้อย จากก้อนเล็กๆ เติบโตกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ในอนาคต
3.เก็บเงินคืนที่ได้รับจากเรื่องต่างๆ เข้าบัญชีธนาคาร เช่น เงินคืนตามโปรโมชันการซื้อสินค้า เงินคืนเบี้ยประกัน รายได้เบี้ยใบ้รายทางต่างๆ ให้รวมเป็นบัญชีเดียว แล้วทำบัญชีไว้ คุณจะได้รู้ว่า สิ้นปีรายรับที่ได้จากเงินคืนพวกนี้มันมากขนาดไหน รายรับพวกนี้เป็นรายรับไม่ต้องเสียภาษี น่าเสียดายที่จะใช้ทิ้งๆ ขว้างๆ
4.จ่ายเงินค่างวดผ่อนต่างๆ เข้าบัญชีตัวเอง (แม้เมื่อผ่อนค่างวดนั้นหมดแล้ว) คุณกำลังผ่อนค่างวดรถ (หรือจอแบน) อยู่หรือเปล่า ถ้าใช่ ขอให้คุณผ่อนต่อไปด้วยเงินจำนวนเท่าเดิม แต่จ่ายเข้าบัญชีเงินออมของคุณเอง วิธีนี้คุณไม่เดือดร้อนเพราะคุณเคยชินกับภาระผ่อน อยู่แล้ว แต่คุณต้องไม่ผ่อนอะไรใหม่ๆอีก
 5.หยุดนิสัยฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย ตัดรายจ่ายฟุ่มเฟือยทิ้งให้หมด โดยทำบัญชีรายรับรายจ่ายแล้วคุณจะรู้ว่าอะไรไม่จำเป็น
6.เพิ่มผลตอบแทนการลงทุน เงินออมที่ได้ควรไปต่อเงินด้วยการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด แต่ต้องคิดถึงความเสี่ยงด้วย
7.เป็นสมาชิกสหกรณ์ เป็นวิธีง่ายสุดของการออมเงินเพราะมีคนบังคับ และยังเป็นแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำอีกด้วย
8.ซื้อพันธบัตรรัฐบาล ถ้าสนใจพันธบัตรประเทศไทย ให้เข้าไปดูที่ www.bot.or.th เราต้องดู อัตราดอกเบี้ย และวันจ่ายดอกเบี้ย
9.ใช้ประโยชน์จากการโอนเงินบัญชีธนาคาร เมื่อเงินเดือนถูกนำฝากเข้าในบัญชีของคุณแล้ว คุณควรให้มันอยู่ในบัญชีธนาคารให้นานที่สุด (ฮา)
10.เข้าร่วมแผนออมเงินของบริษัท แผนการออมของบริษัทเป็นแผนออมเงินแบบปลอดภาษี และนายจ้างช่วยจ่ายสมทบ เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับลูกจ้าง
11.ใช้การเสียภาษีให้เป็นประโยชน์ เรียนรู้เรื่องภาษี ประโยชน์ที่คุณไม่ควรเสียและประโยชน์ที่คุณควรได้ (ลดหย่อน)
12.เข้าโครงการออมเงินที่น่าสนใจ หาโปรแกรมออมที่ดี บางทีดีจนคุณนึกไม่ถึง
13.ส้มหล่น อย่าเพิ่งกินหมดในคราวเดียว เงินที่ไม่มาบ่อยๆ เช่น มรดก รางวัลเกมโชว์ ลอตเตอรี่ เงินปันผลกองทุน ฯลฯ เงินนี้ควรใช้ในการออมหรือลงทุนเพื่อการเกษียณอายุ อย่าลืมปรึกษามืออาชีพด้านภาษีด้วย
 14.รัดเข็ดขัดชั่วคราว อยากได้อะไรมากๆ ลองรัดเข็มขัดในช่วงเวลาหนึ่งๆ เช่น 2-3 เดือน เพื่อออมเงินให้มากกว่าปกติ เก็บเงินได้เท่าราคาของแล้วจึงค่อยกลับสู่การดำเนินชีวิตปกติ
15.ฝากเงินเข้าบัญชีส่วนบุคคลเพื่อการเกษียณอายุสัปดาห์ละครั้ง ในต่างประเทศนิยมมาก ให้ทำบัญชีฝากสะสมเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายก้อนใหญ่เพียงครั้งเดียว สำหรับไทยมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งนายจ้างจ่ายสมทบให้
16.ให้นำเงินเดือนส่วนเพิ่มไปฝาก ถ้ารับเงินเป็นราย สัปดาห์หรือราย 2 สัปดาห์ อาจเป็นได้ว่าบางเดือนคุณจะได้รับเงินมากครั้งกว่าปกติ เช่น ถ้าได้รับเงินเป็นรายสัปดาห์ จะมี 4 เดือนที่ได้รับเงินมากครั้งกว่าปกติ หรือถ้าได้รับเงินเป็นราย 2 สัปดาห์ จะมี 3 เดือนที่คุณได้เงินเดือน 3 ครั้ง ครั้งที่เกินมาให้นำไปเข้าบัญชีเงินออม (ทันที)
17.เก็บเงินเบิกรายการต่างๆ ส่วนเกินจากรายจ่ายจริงเข้าบัญชีเงินออม ค่าเดินทางหรือรายจ่ายอื่นที่เบิกได้ ควรเก็บส่วนเกินจากรายจ่ายจริงไว้ หรือคุณอาจได้ค่าล่วงเวลา ควรเก็บเงินส่วนนี้มาออมเช่นกัน เช่น ได้ค่าล่วงเวลาเดือนละ 2,000 บาท ถึงสิ้นปีจะมีเงินก้อน 2.4 หมื่นบาท สามารถนำมาใช้จ่ายในกรณีพิเศษโดยไม่ต้องไปถอนเงินออมหลัก
18.ยืมมาออม บางคนประสบความสำเร็จในการกู้เงินธนาคาร แล้วนำกลับไปฝากในบัญชีเงินออมของตนเองอีกทีหนึ่ง วิธีนี้ใช้ได้ผลกับคนที่กำลังมีค่าหักลดหย่อน (เช่น กู้ซื้อบ้าน) และใช้ได้กับช่วงเวลาที่ดอกฝากมากกว่าดอกกู้ (หลังภาษี) เท่านั้น ซึ่งปัจจุบันไม่ต้องพูดถึง
19.นำเงินปันผลและดอกเบี้ยไปต่อเงินโดยอัตโนมัติ เมื่อลง ทุนหรือฝากเงินในผลิตภัณฑ์ทางการเงินใด จัดการให้เงินปันผลหรือดอกเบี้ยสามารถนำฝากหรือลงทุนต่อได้อัตโนมัติ ในระยะยาวจะเห็นผลน่าพอใจ
20.ทิ้งเงินไว้ในบัญชีกระแสรายวันให้น้อยที่สุด เพราะมันปลอดดอกเบี้ยทีจะได้
21.ใช้ประโยชน์จาก Float ความหมายของ Float คือระยะช่วงที่ผู้ถือเช็คได้รับเช็คไปจนกระทั่งถึงตอนที่ได้รับเงินสั่งจ่าย ตามเช็ค กล่าวคือช่วงที่ยังไม่ได้ถูกตัดบัญชีก็ควรแช่เงินไว้ในบัญชีเงินฝากให้นาน เท่าที่จะนานได้ ก่อนจะโอนไปเข้าบัญชีกระแสรายวันเพื่อตัดจ่ายเช็คเพื่อเพิ่มดอกเบี้ย
22.จ่ายหนี้ให้หมด คุณอยากได้ผลตอบแทน 17-21% หรือเปล่า? อย่ามีหนี้บัตรเครดิตสิ เคลียร์หนี้บัตรให้หมด รู้มั้ยว่าถ้ายอดหนี้อยู่ที่ 2.4 หมื่นบาท ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งปีอยู่ที่ 4,000-5,200 บาท รีบเคลียร์หนี้ให้หมด ผลตอบแทนที่คุณจะได้คือไม่ต้องเสียดอกเบี้ยก้อนนี้ การปลอดหนี้บัตรจึงเป็นวิธีออมเงินก้อนใหญ่ แต่ถ้าจำเป็นต้องมีหนี้ (จริงๆ) หาบัตรที่ดอกถูกสุดมาใช้
คิดและลงมือทำ! มัทยา กล่าวว่า
เวลาคือสิ่งที่คุณจะต้องใช้ด้วยสำหรับการออมให้ได้เงินก้อนใหญ่ เพราะฉะนั้นก็ต้องเริ่มต้นทำเดี่ยวนี้ ด้วยแผนคร่าวๆ ถึงวิธีและขั้นตอนแล้วบันทึกรายการสิ่งที่ต้องทำ   
การออมเงินให้ได้ตามจุดประสงค์ ต่อให้รายได้น้อยแค่ไหน หากเริ่มแล้วจะไปต่อได้แน่ ถึงจะมากจะน้อย  ก็คือโอกาสที่จะทำให้เจ้าของก้าวต่อได้เสมอ คนที่มีเงินออมเยอะอยู่แล้ว ต้องหาความรู้เพื่อบริหารเงินให้คุ้มค่า ส่วนคนมีน้อยอาจต้องประยุกต์นิดหน่อย เช่น ไม่ต้องฝากแบงก์แต่เก็บใส่กระปุกก็ได้ แต่แน่นอนว่าเงินก้อนนี้มันจะช่วยเราได้จริงๆ
ส่วนที่ว่าทำไมบางคนถึงไปไม่ถึงจุดหมาย ขณะที่บางคนทำได้สำเร็จ? ตอบไม่ยากเลย จำไว้ว่าความคิดและความเชื่อจะกลายเป็นจริงต่อเมื่อคุณคิดและลงมือทำ!”
เงิน เงิน และเงิน อย่าลืมติดตามเรื่องเงินๆได้ที่ http://easytomillionairethai.blogspot.com/

วันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2553

การบริหารเงินสำคัญอย่างไร? แล้วทำไมที่โรงเรียนไม่เคยสอน?


เราต้องบริหารเงิน เพราะ
                1   เงินมีจำกัด หรือมีไม่พอต่อความอยากของเรานั้นแหละ   เงินในกระเป๋าของท่านล้วงออกมาก็จะพบว่าเงินมันน้อยเมื่อเทียบกับราคาของที่ตัวเองอยากได้  หลายท่านอาจจะมีบัตรเครดิต  แต่ก็ยังถูกจำกัดวงเงินซะอีก บางคนขอบัตรเค้ายังไม่ให้เลย
               2    เรามีต้องการใช้เงินมากมายยิ่งนัก  เรามีความต้องการใช้เงินตลอดเวลา รู้สึกว่าเงินสามารถแก้ปัญหาให้เราได้ทุกอย่าง  ไม่เฉพาะกับธุรกิจ แม้กระทั่งส่วนตัวของท่านก็มีการใช้เงินตลอดเวลา เช่น สอบตกแล้วซื้อเหล้าแก้เซ็ง  แฟนทิ้งเลยเอาเงินไปทิ้งในผับ  เคยหรือเปล่าหล่ะ  ทั้งที่ต้นเหตุไม่ได้เป็นเพราะเงินเลย (เหมือน จน เครียส กินเหล้า นั่นแหละ)
                3    เงินสามารถเรียกเพื่อนมันเองได้โดยการลงทุนแล้วแต่ละวิธีเนี่ยมันเรียก เพื่อนมาได้ไม่เท่ากัน เราต้องเลือกว่าจะให้มันเรียกแบบไหนด้วยนะซี่   การลงทุนมีหลายประเภท  และแต่ละประเภทมีระยะเวลาการให้ผลตอบแทนแตกต่างกัน  การลงทุนโดยการซื้อของมาขายให้ผลตอบแทนเร็ว   ความเสี่ยงอาจสูง  (หรือเรียกว่าขาดทุนง่ายนะแหละ)   ขณะที่การลงทุนปลูกสร้างอาคารให้ผลตอบแทนช้า ตามความเสี่ยงที่มีน้อย  นี่ๆ  การพนันไม่เรียกการลงทุนนะจ๊ะเพราะเราควบคุมความเสี่ยงไม่ได้และผิดกฏหมาย แน่นอน คุ๊กๆ
                4    เงินมีต้นทุน  เรามีเงินอยู่ในกระเป๋า  100  บาท  ไม่ได้หมายความว่า  100  บาท  ใช้ทำอะไรก็ได้  แต่ในแง่ของคนรวย ต้องคิดว่าต้องใช้เงิน   100  บาทอย่างฉลาดที่สุดโดยคำนึงถึงต้นทุนของเงิน   ซึ่งต้นทุนของเงินก็มีอยู่ 2  ประภท  คือ
                                4.1  ต้นทุนการเสียโอกาสของการใช้เงินที่เรามีอยู่  ให้เกิดประโยชน์สูงสุดสิ่งเหล่านี้สำคัญ  กล่าวคือ เงินก้อนหนึ่ง  ถ้าเราเลือกใช้ทำอะไรสักอย่างหนึ่ง เราจะไม่ได้ทำอย่างอื่นๆเพราะเงินนั้นถูกใช้หมดไปแล้ว เรียกว่าค่าเสียโอกาสนั่นเอง     สมมุติว่าลงทุนซื้อทองไว้ขาย เราก็จะไม่มีเงินเหลือพอดาวคอนโดเพื่อรอขายนั่นเอง ถือว่ามีการเสียโอกาสเกิดขึ้น   ท่านคนรวยจะต้องชั่งน้ำหนักการใช้จ่ายเงินในแต่ละทางเลือกให้   ชัดเจน  ในกรณีที่เป็นเงินของเราเอง เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของเราเอง
                                4.2   ต้นทุนดอกเบี้ยเงินกู้    ซึ่งต้องใช้จ่ายให้แก่สถาบันการเงินของเราเองกรณีการกู้มาต่อทุน ต้องคิดระยะเวลาที่ลงทุนด้วยเพราะเวลาคือดอกเบี้ยที่ต้องเสียนะจ๊ะ  หรือจะชักดาบหล่ะ
               5     ป้องกันปัญหาเงินขาดแคลน ที่เกิดมาจาก
                               5.1  ได้เงินหรือกำไร เข้ามาไม่เป็นไปตามที่คาดไว้
                               5.2  ต้นทุนการลงทุน สูงขึ้น เช่น ต้นทุนประกอบการ  ต้นทุนสินค้า  ควบคุมไม่ได้  ต้นทุนสูง  ขายไปแล้วมีแต่ขาดทุน
                               5.3   มีเหตูไม่คาดฝันที่ต้องเสียเงิน  มีรายจ่ายพิเศษ เช่น เมียเก่าหายสาบสูญ ต้องหาเงินไปแต่เมียใหม่ที่เด็กกว่าอย่างด่วน เป็นต้น  อะๆ รู้นะคิดอารายอยู่ คริๆ


เงิน เงิน และเงิน แล้วทำไมโรงเรียนไม่สอนเรื่องเงินหล่ะ เอาไว้โอกาสต่อไปนะ อิๆ

อย่าลืมติดตามเรื่องเงินๆได้ที่ http://easytomillionairethai.blogspot.com/

วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ชำแหละการออมเงินของคนเมืองกรุง



จากบทความ “คนกรุงชอบออม แต่มีเงินออมไม่ถึงหมื่นบาทต่อปี” และความเห็นแนวเงินเงินและเงิน ของผมสรุปได้ว่า    เมื่อวันที่ 31 ต.ค. "ศรีปทุมโพล เก็บข้อมูลจากตัวอย่าง 3,000 คน  แสดงให้เห็นว่า
ออมเงินไม่เกิน 10,000 บาทต่อปี                        ร้อยละ 44.60
ออมเงิน10,001-50,000 บาทต่อปี                     ร้อยละ 34.00 
ออมเงิน50,001-100,000 บาท                            ร้อยละ 13.97
ผมว่าคนส่วนใหญ่เก็บเงินน้อยมากเมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยต่อปี โดยเฉพาะเมื่อเทียบรายได้ในกรุงเทพ

ไม่ได้กำหนดไว้แน่นอน หรือ ออมเงินตามที่เหลือ              ร้อยละ 53.60
ไม่ได้ออมเงินเลย                                                                   ร้อยละ 15.27
วางแผนออมเงินประมาณ ร้อยละ 1-5                               ร้อยละ 14.37
และข้อนี้เป็นข้อที่บอกสาเหตุได้ว่าทำไมคนจนเราถึงมีเงินออมน้อย  เพราะใช้วิธีการ ”ใช้ก่อนเก็บ” ซึ่งผิดวิสัยการเป็นคนรวยที่จะต้อง “เก็บก่อนใช้”  จะได้มากได้น้อยไม่เป็นไร แต่จะให้ดีต้อง ได้ตามกฎทองบาบิโลน คือ 10% ของรายได้ ขอเน้นแบบขีดเส้นใต้ว่า ถ้าเราคิดใช้ก่อนเงินก่อนเก็บ  เงินเท่าไหรก็ไม่พอกับความอยากใช้ของเราหรอกนะครับ  แต่ถ้าเราโดนบีบให้ใช้เท่าที่มีแล้วยังไงเราก็สามารถอดทนแบบเดือนชนเดือนได้ ซึ่งเราก็ถนัดอยู่แล้ว ฮ่าๆๆๆ    ถ้าเราอยู่แบบเดือนชนเดือนอดนิดหน่อยแล้วมีเงินเก็บ มันต้องดีกว่าแบบสบายวันนี้แต่ลำลากวันหน้านะครับ    จำไว้เลยนะว่า   เก็บเงินก่อนใช้

ออมเงินในแบบบัญชีเงินฝากกับธนาคาร (ออมทรัพย์)    ร้อยละ 51.37
ออมเงินแบบเงินสด                                                              ร้อยละ 12.97
ออมเงินกับบัญชีเงินฝากกับธนาคาร (ฝากประจำ)          ร้อยละ 12.80
นั่นไงหล่ะครับ เศรษฐีแห่งบาบิโลน บอกว่าออมเงินแล้วนำไปลงทุนต่อ เหมือนที่คนจีนบอกว่าให้ลงทุ่นก่อนค่อยซื้อบ้านนะแหละ  แล้วดูคนจนทั่วไปเค้าวางแผนการเงินว่าไง  เก็บแล้วฝากธนาคาร ดอกเบี้ยน้อยนิด แค่หักเงินเฟ้อก็หมดค่าแล้ว เงินเท่าเดิมแต่เมื่อเวลาผ่านไปแล้วซื้อของได้จำนวนได้น้อยลง ดูง่ายๆจากราคาทอง เลยครับ แพงขึ้นตลอด  ดังนั้นเราความมาหาความรู้ในการลงทุนมากๆดีกว่าน่ะ

ประชาชนส่วนใหญ่ให้เห็นผลว่าเพื่อใช้จ่ายยามฉุกเฉิน คิดเป็นร้อยละ 38.73
ข้อนี่ยิ่งเจ็บปวด  เก็บเงินมาแล้วก็ใช้เหมือนเดิมไม่ได้คิดว่าจะเอาไปต่อยอดเพื่อความร่ำรวยเลย ที่บอกอย่างนี้เพราะว่าคนเราชอบคิดว่าปัญหาที่เจอนั้นหนักหนาต้องใช้เงินฉุกเฉินด่วนตลอด  โดยไม่ได้คิดเลยว่าอีกสอง สาม อาทิตย์ ข้างหน้าอาจเจอสิ่งสำคัญกว่าที่ต้องใช้เงินช่วย นี่คือข้อเสียของเงินฉุกเฉิน

           นายวิชิต อู่อ้น ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพฤติกรรมผู้บริโภค กล่าวว่า ประชาชนส่วนใหญ่จะออมเงินเฉลี่ยต่อปีไม่เกิน 10,000 บาท ซึ่งยังเป็นการเก็บออมที่น้อยอยู่มาก โดยส่วนมากจะเป็นการเก็บออมที่ไม่ได้มีการกำหนดไว้อย่างแน่นอน จะเป็นการเก็บออมตามเงินที่เหลือใช้ แสดงให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ กว่าร้อยละ 53.60 ไม่มีเกณฑ์ในการออมเงินอย่างจริงจัง และยังมีการเก็บออมที่น้อยอยู่มาก เฉลี่ยต่อเดือนไม่ถึง 1,000 บาท และการเก็บออมที่ประชาชนส่วนใหญ่เลือกใช้คือการฝากเงินออมทรัพย์กับธนาคาร ด้วยเหตุผลว่าสะดวกสบายในการออมและความมั่นใจ ซึ่งเหตุผลในการออมทรัพย์กับธนาคาร คือ เพื่อไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉินเป็นส่วนใหญ่
และนี่เป็นเหตุผลให้คนส่วนใหญ่ไม่มีเงินล้านหล่ะครับ  ง่ายๆๆแค่นี้เอง  ไม่ต้องอธิบายมาก ฮ่าๆๆๆๆๆๆ  มันต้องโดนใจใครบ้างหล่ะน่า

ปล. คุณรู้หรือไม่ว่า   วันออมแห่งชาติ ตรงกับวันที่ 31 ตุลาคมของทุกปี   ฮ่าๆๆๆ ผมก็เพิ่งรู้ เงินเงินและเงิน




บทความ..........คนกรุงชอบออม แต่มีเงินออมไม่ถึงหมื่นบาทต่อปี (ไทยรัฐ)

           "ศรีปทุมโพล" เผย คนกรุงกว่าร้อยละ 44.60 เก็บเงินออมปีละไม่เกินหมื่น โดยใช้วิธีฝากแบงก์มากกว่าครึ่ง ส่วนเหตุผลในการออมปชช.ส่วนใหญ่เห็นว่าต้องการเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉิน
           เมื่อวันที่ 31 ต.ค. "ศรีปทุมโพล" โดยสำนักวิจัย มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร เกี่ยวกับการเก็บออมของประชาชน เนื่องด้วยวันออมแห่งชาติ ตรงกับวันที่ 31 ตุลาคมของทุกปี จากกลุ่มตัวอย่าง 3,000 คน พบว่าเมื่อถามถึงการออมเงินนั้นประชาชนส่วนใหญ่จะเก็บออมเงินเฉลี่ยปีละไม่ เกิน 10,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 44.60 รองลงมา 10,001-50,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 34.00  และอันดับสุดท้าย 50,001-100,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 13.97
           ในส่วนของการจัดส่วนเงินออมต่อรายได้ในแต่ละเดือนนั้น ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้กำหนดไว้แน่นอน ออมเงินตามที่เหลือ คิดเป็นร้อยละ 53.60 รองลงมาไม่ได้ออมเงินเลย คิดเป็นร้อยละ 15.27 และอันดับสุดท้าย ออมประมาณ ร้อยละ 1-5 คิดเป็นร้อยละ 14.37
           สำหรับรูปแบบวิธีการออม เงินของประชาชนส่วนใหญ่นั้นจะใช้วิธีการออมเงินแบบบัญชีเงินฝากกับธนาคาร (ออมทรัพย์) คิดเป็นร้อยละ 51.37 รองลงมาออมเงินแบบเงินสด คิดเป็นร้อยละ 12.97 และอันดับสุดท้าย ออมเงินกับบัญชีเงินฝากกับธนาคาร (ฝากประจำ) คิดเป็นร้อยละ 12.80
           โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกรูปแบบการออมของประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าเพราะมี ความมั่นใจ คิดเป็นร้อยละ 27.03 รองลงมา เพราะความสะดวกสบายในการออม คิดเป็นร้อยละ 24.77 และอันดับสุดท้าย เพราะอัตราค่าตอบแทน คิดเป็นร้อยละซึ่งการรับทราบข้อมูลในการเก็บออมเงินนั้น ส่วนใหญ่รับทราบจากสื่อโทรทัศน์ คิดเป็นร้อยละ 31.47 รองลงมาจากพนักงานธนาคาร คิดเป็นร้อยละ 16.30 และอันดับสุดท้าย การแนะนำแบบปากต่อปาก คิดเป็นร้อยละ 14.47 20.43
           ส่วนเหตุผลหลักในการออมเงินนั้น ประชาชนส่วนใหญ่ให้เห็นผลว่าเพื่อใช้จ่ายยามฉุกเฉิน คิดเป็นร้อยละ 38.73 รองลงมา เพื่อวางแผนอนาคต เช่น การศึกษาของบุตร, การลงทุน, แผนการศึกษาของตนเอง คิดเป็นร้อยละ 21.70 และอันดับสุดท้าย เพื่อใช้ในยามเจ็บป่วย คิดเป็นร้อยละ 14.03
           นายวิชิต อู่อ้น ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพฤติกรรมผู้บริโภค กล่าวว่า ประชาชนส่วนใหญ่จะออมเงินเฉลี่ยต่อปีไม่เกิน 10,000 บาท ซึ่งยังเป็นการเก็บออมที่น้อยอยู่มาก โดยส่วนมากจะเป็นการเก็บออมที่ไม่ได้มีการกำหนดไว้อย่างแน่นอน จะเป็นการเก็บออมตามเงินที่เหลือใช้ แสดงให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ กว่าร้อยละ 53.60 ไม่มีเกณฑ์ในการออมเงินอย่างจริงจัง และยังมีการเก็บออมที่น้อยอยู่มาก เฉลี่ยต่อเดือนไม่ถึง 1,000 บาท และการเก็บออมที่ประชาชนส่วนใหญ่เลือกใช้คือการฝากเงินออมทรัพย์กับธนาคาร ด้วยเหตุผลว่าสะดวกสบายในการออมและความมั่นใจ ซึ่งเหตุผลในการออมทรัพย์กับธนาคาร คือ เพื่อไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉินเป็นส่วนใหญ่
           รองลงมาประชาชนจะเก็บออมโดย เก็บเงินสดไว้กับตัว โดยให้เหตุผลว่าสะดวกสบายในการเก็บออม และ เพื่อความมั่นใจ เหตุผลในการออมเป็นเงินสดไว้กับตัวเพื่อไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉิน รองลงมาเป็นการออมเงินฝากประจำกับธนาคารด้วยเหตุผลว่าเพราะความมั่นใจและ อัตราผลตอบแทน เป็นหลัก ซึ่งในกลุ่มคนที่ฝากประจำมีเหตุผลในการออมเพื่อใช้จ่ายยามฉุกเฉิน และเพื่อวางแผนอนาคต เช่น เพื่อการศึกษาของบุตร เพื่อการลงทุน และเพื่อแผนในการศึกษาต่อของตนเอง จะเห็นได้ว่าการออมในแต่ละแบบของประชาชนแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ในการออม และการออมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือการออมทรัพย์กับธนาคาร เพราะว่ามั่นใจในการออมแบบนี้ และเพื่อไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉิน แต่อย่างไรก็ดี ก็ยังถือว่าประชาชนยังมีนิสัยในการการเก็บออมเงิน

http://hilight.kapook.com/view/43060 ข้อมูลจากไทยรัฐ

เมื่อเงินซื้อบ้านกลายเป็นเงินลงทุนคู่กันได้


        เมื่อสรุปเนื่อหาจากบทความ "ซื้อบ้าน คือ การลงทุน?" และผนวกความคิดเห็นแนวเงินเงินและเงินของผมแล้วจะได้ความว่าการทำเงินจากการซื้อบ้านนั้นแบ่งรายได้ออกเป็นสองส่วนคือ
1   ช่วงที่ถือครองอยู่ต้องได้รับเงินจากค่าเช่าบ้าน (ถ้าท่านอยู่เองท่านคือคนที่จ่ายค่าเช่าให้ตัวเองอยู่ไง คริๆ)
โดยเทียบรายได้จากค่าเช่าบ้านกับ เงินดอกเบี้ยจากการฝากธนาคารหรือซื้อพันธบัตร ว่าได้มากกว่าหรือไม่ เมื่อหักค่าใช้จ่ายออกไปเช่น ภาษี หรือค่างวดจากธนาคารในกรณีที่กู้เงินจากธนาคารซื้อ(เพราะลงทุนในบ้านเนี่ยความเสี่ยงต่ำยกเว้นว่าท่านซื้อมาแพงกว่าราคาประเมิน มากมาย)
การได้รายได้จากการขายบ้าน
ราคาอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นวัฏจักร มีขึ้นลงตลอดเวลา ตามความต้องการซื้อบ้านและปริมาณของบ้านที่มีออกมาขาย ถ้าเราจับจังหวะได้ ซื้อตอนที่ราคาถูกแล้วรอเพื่อมาขายตอนที่ราคาแพงขึ้นก็ได้  แต่ต้องระวังในการจับจังหวะและการดูทำเล รวมถึงการซื้อเพื่ออยู่และขายออกเมื่อต้องการย้ายหรือขายบ้านด้วยนะครับ
                ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าการใช้เงินซื้อบ้านเป็นสิ่งที่ดีแต่อยากให้ทุกท่านมองการซื้อบ้านเป็นการลงทุนไปในตัว  คือ เลือกซื้อบ้านด้วยราคาที่เหมาะสม ถ้าได้ราคาถูกจะดีมา และเลือกในทำเลทีดีดูได้จากว่าเมื่อเวลาผ่านไปราคาของบ้านจะขึ้นไปด้วย รวมถึงเมื่อเราไม่อยู่เองก็สามารถหาคนมาเช่าได้ง่านและได้ค่าเช่าในราคาที่เหมาะสม  ด้วย ไม่ใช่ว่าตั้งป้ายให้เช่ามาเป็นไป เมื่อมีคนมาขอเช่าก็ต่อค่าเช่าเหลือครึ่งเดียวซะงั้น  คริๆ  โชคดีมีเงินใช้ ไม่เป็นหนี้ครับ   เงิน เงิน และเงิน

 

บทความ......ซื้อบ้าน คือ การลงทุน?

 

ร่วมหาคำตอบ "ซื้อบ้าน คือ การลงทุน" หรือไม่ และร่วมแชร์ไอเดียวร่วมกันว่า ซื้อบ้านเป็นการลงทุนจริงหรือ
 บ้านนับเป็นหนึ่งในสี่ที่จำเป็น ต่อการดำรงชีวิตที่แพงที่สุด การซื้อเพราะยังไม่มีบ้าน ซื้อเพราะต้องแต่งงานแยกครอบครัว ซื้อเพราะครอบครัวใหญ่ขึ้น ซื้อเพราะย้ายที่ทำงาน ซื้อเพราะรถติดไม่อยากเดินทางไปทำงานไกล ซื้อไว้หลบบ้านใหญ่ ซื้อไว้ให้บ้านเล็ก ฯลฯ เหล่านี้นับเป็นเหตุผลการซื้อบ้านที่หลายท่านก็เข้าใจอยู่แล้ว ไม่ต้องบรรยายกัน แต่นอกจากเหตุผลที่ว่าแล้วควรจะมีเหตุผลอะไรอีก?
ผู้คนจำนวนหนึ่งที่มองการซื้อบ้านเป็น "การลงทุน" ประเภทหนึ่ง รวมไปถึงการเก็งกำไร ถ้าเป็นกรณีนี้ก็จะต้องพิจารณากันมากเป็นพิเศษ ต้องกะเก็งกันว่า แถวไหนให้ผลตอบแทนดี และต่อไปราคาจะขึ้นมากมั้ย เป็นประเด็นสำคัญในการลงทุน กล่าวคือ ในการลงทุนบ้านหรือในอสังหาริมทรัพย์จะต้องพิจารณาผลตอบแทน 2 ส่วน ดังนี้ครับ
1. ผลตอบแทนในช่วงที่เราถือครอง
พิจารณาจาก "ค่าเช่าสุทธิ" ที่ได้รับต่อปี ซึ่งไม่ควรต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารหรือดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาล ไม่งั้นก็ไปฝากเงินแบงก์หรือซื้อพันธบัตรรัฐบาลดีกว่า อันนี้ฝรั่งมันเรียกว่า Return on Investment ครับ
ยกตัวอย่างเช่น ซื้อบ้านหลังหนึ่งมาในราคา 1,000,000 บาท แล้วต้องสำรวจดูว่าปล่อยให้เช่าได้เท่าใด สมมติเดือนละ 10,000 บาท ปีหนึ่งก็ได้เต็มที่ 120,000 บาท แต่ถ้าหักช่วงที่บ้านไม่มีคนเช่าบ้างสัก 1-2 เดือน (ตามรายงานการสำรวจวิจัยต่าง ๆ เขาเรียกว่า อัตราว่าง หรือ Vacancy Rate อันนี้อย่าหาว่าผมกระแดะนะครับ เพราะบางทีอาจจำเป็นต้องศึกษาจากรายงานเหล่านั้นในเว็บไซด์ต่างๆ เพราะถ้าเราสำรวจเองอาจไม่ทราบตัวเลขต่างๆ ก็ได้)
และยังต้องหักค่าใช้จ่าย เช่น ค่าดำเนินการ ภาษี (ช่วยจ่ายกันเถอะครับพี่น้อง ช่วยสร้างทัศนคติให้เด็กรุ่นหลังมัน เราก็สอนได้ลูกหลานเราแหละครับ อย่าไปหวังจากคนอื่น บางคนก็คงต้องให้หมดเผ่าพันธุ์ไปเอง เพราะพ่อมันไม่สอนลูก ลูกมันก็คงไม่สอนหลาน)
ดังนั้น หากหักค่าใช้จ่ายด้วยคงเหลือสุทธิสัก 80,000 บาท ก็เทียบกับเงินซื้อมาได้ผลตอบแทน 8% ต่อปี (80,000 บาท เทียบกับ 1,000,000 บาท) ก็ไปเทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากหรือพันธบัตรรัฐบาลดู แต่บางคนเขาก็ไปเทียบกับดอกเบี้ยเงินกู้ครับ เพราะบางทีไปกู้เงินมาซื้อดอกเบี้ยแค่ 4-5% แต่ค่าเช่าได้ถึง 8% อย่างว่า ก็เลยมีคนไปกู้แบงก์แล้วปล่อยเช่า แล้วยังมีเงินเหลืออีก และที่สำคัญยังมีส่วนต่างเมื่อขายอีก ดูข้อ 2 ครับ 
2. ผลตอบแทนจากส่วนต่างของราคาอสังหาริมทรัพย์เมื่อขายเทียบกับราคาซื้อมา
อันนี้ฝรั่งมันเรียกว่า Return of Investment ครับ ยกตัวอย่างหากซื้อบ้านมาในราคา 1,000,000 บาท และในอีก 5 ปีข้างหน้า ขายต่อได้ 1,500,000 บาท ก็จะทำกำไรได้อีก เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องคาดการณ์อนาคต ถึงแนวโน้มของราคาอสังหาริมทรัพย์หรือวัฎจักรอสังหาริมทรัพย์ (Property Cycle) ว่าบ้านประเภทใด ระดับราคาใด ทำเลใด จะมีแนวโน้มดี แถวไหนจะรุ่ง แถวไหนจะริ่ง เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ราคาขึ้นได้มากน้อย
หลักการง่ายๆ ของการลงทุน หรือการเก็งกำไร ก็คือ ต้องซื้อให้ถูก และขายแพง ซึ่งทุกคนทราบดี แต่เมื่อไรจะราคาถูก (และควรซื้อไว้) เมื่อไรราคาแพง (และควรขายทำกำไร) เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องศึกษาภาวะตลาดและคาดการณ์ถึงแนวโน้มในอนาคตว่าจะรุ่ง หรือริ่งครับ (เสียดายที่วันนี้คงไม่ได้มีโอกาสพูดถึง Property Cycle) ไม่ใช่ไปซื้อในขณะที่ราคาแพงแล้วเอาไว้ขายตอนราคาถูก (อันนี้เรียกว่าแมงเม่า”) ยกตัวอย่างตามแผนภูมิครับ
โดยหลักแล้วการซื้อเพื่อการลงทุนมักจะซื้อในช่วงที่ราคาตกต่ำ ซึ่งมักจะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ เช่น นักลงทุนต่างชาติ แห่มาซื้อทรัพย์สินในบ้านเราในช่วงนั้นกันมาก และนำมาขายต่อทำกำไรในช่วงเศรษฐกิจดี สมัยท่านอดีตนายกทักษิณฯ ช่วงปี 2545-2547 ซึ่งราคาเพิ่มขึ้นมาก เป็นต้น
ขณะเดียวกันการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่เศรษฐกิจ บูมไม่ใช่ว่าจะซื้อไม่ได้นะครับ โดยเฉพาะหากเราซื้อในราคาถูก (ต่ำกว่าราคาตลาด) เช่น ทรัพย์ธนาคารฯ ช่วงลดราคา ถ้าพิจารณาในแง่การลงทุนแล้วเราก็สามารถซื้อได้ทำกำไรได้
เช่น บ้านหลังหนึ่ง ราคาตลาดควรเป็น 1,000,000 บาท แต่เจ้าของบอกขายเพียง 700,000 บาท และหากเราเทียบว่าเงิน 700,000 บาทที่อยู่ในธนาคารฯ ฝากธนาคารไว้ 5 ปี ถ้าอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 5% ก็จะเป็นเงินเพียง 893,397 บาท แต่ถ้าหากเราซื้อบ้านคาดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ราคาตลาดจะเพิ่มเป็น 1,200,000 บาท กรณีนี้เราก็ควรจะซื้อ เพราะได้ผลตอบแทนมากกว่าฝากธนาคารมาก เป็นต้น
การเพิ่มขึ้นของราคาอสังหาริมทรัพย์ เป็นเหตุผลสำคัญที่นักลงทุนจำนวนมากชอบลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เพราะที่ผ่านมาในบ้านเราส่วนใหญ่แล้วราคาอสังหาริมทรัพย์มีแต่ขึ้นกับขึ้น เว้นแต่ในช่วงวิกฤติปี 2540-2542 ที่ราคาตกลง
แต่จริงๆ เป็นเพราะว่าเราทำตัวเองแทนที่จะปล่อยให้มีการเพิ่มขึ้นไปตามธรรมชาติจาก ความต้องการใช้ที่แท้จริง แต่เรากลับมีการเก็งกำไรกันมากเกินไป ซึ่งการเก็งกำไรไม่ใช่ความต้องการที่จะใช้จริง เลยทำให้เกิดปัญหาราคาสูงเกินจริงไปช่วงปี 2537-2539 ดังนั้นถ้ามันจะตกลงมาบ้างก็เพราะฝีมือเรานั่นแหละ
ผมอยากให้ท่านที่คิดว่าจะซื้อบ้านในกรณีทั่วไปข้างต้น ลองพิจารณาในมุมของการลงทุนด้วย เนื่องจากว่าแท้จริงแล้วนี่คือการลงทุนครั้งสำคัญในชีวิต เพราะว่าถ้าต้องกู้เงินกว่าจะผ่อนบ้านหมดอาจต้องใช้เวลากว่าครึ่งค่อนชีวิต ทีเดียว และยังเป็นมรดกตกทอดไปยังลูกหลานอีกในอนาคต
นอกจากนี้ยังมีมุมมองอีกด้านหนึ่งที่ฝากไว้คิดกันเล่น ๆ ครับ คือว่า คนจีนมักสอนลูกหลานว่าให้ลงทุนค้าขายหรือยุคนี้เรียกว่าทำธุรกิจก่อน ให้รวยก่อนแล้วบ้านซื้อทีหลังก็ยังได้ ในขณะที่คนไทยเรามักสอนลูกหลานให้ซื้อบ้านก่อนเพราะท่านเห็นว่าเป็นการสร้าง ความความมั่นคงให้กับชีวิต
แต่การซื้อบ้านก็อาจจะทำให้สรรพกำลังทั้งหมดทุ่มกับการผ่อนบ้านซึ่งอาจ ใช้เวลานาน 10, 20, 30 ปี กว่าจะผ่อนบ้านหมดก็   "หมดไฟ" ที่จะคิดไปทำธุรกิจหรือการลงทุนเสียแล้ว ดังนั้นการเลือกซื้อบ้าน.. ผมถึงอยากให้ทุกท่านมองการซื้อบ้านเป็นการลงทุนไปในตัว